ความเป็นมา ความเป็นมาของเครื่องประดับโลก

ความเป็นมา

ความเป็นมา ความเป็นมาของเครื่องประดับโลก

ความเป็นมา เครื่องประดับเป็นสิ่งหนึ่งในกระแสวัฒนธรรมที่ใช้ควบคู่มากับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายอื่นๆในสมัยโบราณการตกแต่งร่างกาย ใช้วิธีสักร่างกาย หรือใช้สีเขียนบนผิวหนัง การเขียนสีบนผิวหนังพบครั้งแรกในสมัยอียิปต์ เมื่อประมาณ 2000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช คำว่า “สัก” ในภาษาไทย ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Tattoo และคำว่า Tattoo มาจากภาษาไฮติว่า Tatau ซึ่งมีความหมายเกี่ยวกับ การทำเครื่องหมาย
ส่วนการแต่งกายด้วยวัตถุ มีการตกแต่งด้วยทองคำ พบหลักฐานการใช้ทองคำมาทำเป็นเครื่องประดับ ในสมัยอียิปต์ และกรีกโบราณ เครื่องประดับเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถบอกประวัติความเป็นไปในสมัยประวัติศาสตร์ได้ เป็นสื่อสัญลักษณ์ที่บอกถึงวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม นิสัยใจคอของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น การศึกษาทางประวัติศาสตร์ศิลป์ จึงนิยมที่จะศึกษาเรื่องราวของ เครื่องประดับร่วมไปด้วย เพราะว่าเครื่องประดับนอกจากจะใช้ประดับประดาร่างกายเพื่อความสวยงามแล้ว ยังบอกตำแหน่ง ฐานะ ยศศักดิ์ได้ เช่น ชาวอเมริกันอินเดียนที่อยู่ตามเผ่าต่างๆจะใช้สีหรือขนนกประดับประดาร่างกาย และสีหรือขนนกนี้จะบอกตำแหน่งของผู้ใช้ ในขณะเดียวกันเครื่องประดับยังบอกฐานะทางเศรษฐกิจของเจ้าของได้อีกด้วย

ความเป็นมาของเครื่องประดับไทย
เครื่องประดับของประเทศไทยตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ถูกสร้างขึ้นมาไม่ใช่แค่เพื่อแสดงทักษะฝีมืออันวิจิตร หรือเพื่อตกแต่งร่างกายข้างนอกแค่นั้น ตามหลักฐานทางโบราณคดีวิทยาแล้วก็มานุษยวิทยาเกี่ยวกับศิลปะเครื่องประดับ พอจะสรุปได้ว่า เครื่องประดับเป็นกรรมวิธีแรกๆที่มนุษย์ใช้สำหรับการแสดงออกทางสุนทรีภาพ และการสร้างความเกี่ยวข้องระหว่างตนเอง ชุมชน และก็สภาพแวดล้อม
เครื่องประดับแต่เดิมมีคำศัพท์ที่แยกประเภทเครื่องประดับอยู่ 2คำ คือ ศิราภรณ์ หมายถึงเครื่องประดับศีรษะ และถนิมพิมพาภรณ์ คือเครื่องประดับกาย แต่ในปัจจุบันมักใช้คำกลางๆคือคำว่า ‘เครื่องประดับ’ ไม่ได้แยกเรื่องเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นอกจากกรณีที่ต้องการชี้เฉพาะเจาะจง
ประวัติศาสตร์เครื่องเพชรพลอยของไทย เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 50,000 – 1,700 ปีมาแล้ว สมัยก่อนประวัติศาสตร์ การค้นพบที่เก่าแก่ดังที่กล่าวมาแล้วระบุว่า มีการขุดพบสร้อยคอและกำไลที่ทำจากเปลือกหอยหรือกระดูกสัตว์อยู่ภายในหลุมศพของทั้งมนุษย์ผู้ชายและผู้หญิง ส่วนเหตุผลที่เครื่องประดับมักจะถูกสวมใส่ หรือติดมาพร้อมกับโครงกระดูกในหลุมฝังศพนั้น นักมานุษยวิทยาทางวัฒนธรรมตั้งประเด็นว่า สังคมในยุคนั้นเชื่อว่าความตายอาจเป็นการสืบเนื่องของชีวิตอย่างหนึ่ง คล้ายกับความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ (ศาสนาพุทธซึ่งเกิดในภายหลังได้รับอิทธิพลจากความเชื่อนี้ติดมาด้วย) ที่ว่า ผู้ที่ตายไปแล้ววิญญาณจะมีการเกิดใหม่ เครื่องประดับจึงน่าจะเป็นวัตถุที่สามารถติดตามบุคคลที่ล่วงลับไป เพื่อทำหน้าที่รับใช้บุคคลนั้นต่อไปในโลกข้างหน้านั่นเอง

แหล่งที่มา preciouspieces

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *